7 กุญแจสู่ความสำเร็จ จากการสัมนา Beyond Sucess
สัมนาเหนือความสำเร็จ จอห์น ซี แม็กซ์เวล โดย อ.ดร.สมพิศ วิชญวิเชียร
นับเป็นเรื่องที่ดีที่คนเรามุ่งหาสิ่งที่จะประสบความสำเร็จใช่ไหมครับ ?
ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จเรื่องอะไร
บางครั้งการอดทนกับสิ่งที่เราไม่ชอบนานกว่านี้สักหน่อยหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จได้
ไม่จำเป็นว่าการประสบความสำเร็จจะเป็นเรื่องลาภยศ เงินทอง หรือชื่อเสียง
ความประสบความสำเร็จนั้น เป็นเหมือนการหาภาชนะที่จะรองน้ำที่อยากจะดื่มให้เต็ม บางคนอาจเป็นแก้วน้ำใหญ่ บางคนแก้วน้ำเล็ก บางคนแก้วสั้น บางคนแก้วยาว บางคนเป็นขัน หรือบางคนจะเป็นกะละมัง
แต่ไม่ว่าจะเป็นภาชนะใด ๆ ทุกคนก็อยากดื่มน้ำที่มีรสชาติที่ตนชอบอยู่ดี
การแสวงหาความสำเร็จมันก็คือการที่ได้ดื่มน้ำนั้นจนพึงพอใจ น่าสนใจว่าน้ำของแต่ละคนก็มีรสชาติหลากหลาย แต่มีน้ำอยุ่ชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนว่าทุกคนปรารถนาและชื่นชอบมากเป็นพิเศษ
นั่นก็คือ น้ำรวย นั้นหมายถึง ความสำเร็จทางด้านการเงิน เพราะน้ำชนิดนี้มีรสชาติน่าสนใจที่จะลิ้มลองที่สุด
เพราะความสำเร็จทางด้านการเงินเป็นสิ่งที่พิเศษมากที่สุด เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง
ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเป็นทุกสิ่งที่ปรารถนาทั้งปวงได้
แม้นสิ่งนี้จะมีคนโต้แย้งว่าไม่จริง แต่ผู้โต้แย้งทุกรายก็รู้แก่ใจและปฏิเสธไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าข้อเท็จจริงที่กล่าวไป คือ ความสำเร็จทางด้านการเงินมักเป็นแรงจูงใจสำหรับคนส่วนใหญ่
แต่ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จในเรื่องอื่น ๆ ที่เราควรมุ่งหมาย ก็มีความสำคัญไม่น้อยและอาจเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายที่ทำสำเร็จแล้ว ไม่กลับมาเสียใจอีกด้วย
จะดีกว่าไหมครับ? ถ้าหากเรารู้เคล็ดลับ
ที่เราจะประสบความสำเร็จในด้านที่เรามีเป้าหมายอยู่ และสิ่งนี้ถ้าหากเราได้เรียนรู้ไปแล้วจะเป็นสิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านใด คุณสามารถนำสิ่งนี้มาใช้ในสถานการณ์ของคุณได้เลย
และนี่เป็นสิ่งที่ผมตกผลึกจาก สัมนา Beyond Success จาก John C. Maxwell ซึ่งจัดโดย อ.ดร.สมพิศ วิชญวิเชียรที่ปรึกษาของผม และก็ขอบพระคุณท่านที่มาจัดให้ถึงออฟฟิสของเราที่อาคารเอสเจ
ซึ่งเราได้จัดให้กับทีมธุรกิจกฎหมายของเรา ZENLAW ในวันนี้
Beyond Success เป็นสัมนาที่จะทำให้เราค้นพบตนเอง เพราะเมื่อเราพบตัวเองและจะเป็นตัวจริงและทำให้เราประสบความสำเร็จได้ เป็นสัมนาที่ทำให้เรามีมุมมองในชีวิตแบบใหม่ และการตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตขึ้นในทุก ๆ วัน เป็นสิ่งที่เราทำโดยธรรมชาติ
ครั้งที่ 1 ทัศนคติ
- การมีทัศนคติเชิงบวก คนส่วนใหญ่ชอบรอมาให้สร้างแรงบันดาลใจ มาสร้างทัศนคติให้ตัวเราแต่หากเรามีทัศนคติของตัวเราเอง เราจะเป็นคนควบคุมทัศนคตินั้น ไม่ได้ถูกควบคุมโดยคนอื่น
- จดจ่อด้านบวกสถานการณ์รอบตัว เมื่อเราจดจ่อกับสถานการณ์ด้านบวกจะทำให้เราเห็นอนาคตในด้านบวก เพราะการทำเช่นนี้จะส่งผลต่อตัวเราทั้งปัจจุบันและอนาคต
- การที่เราทำอะไรออกไป เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ภายในของเรา เช่นในใจเรามีแต่ความขมขื่น เราก็จะแสดงออกไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือการกระทำ ดังนั้นเมื่อเราปรับความรู้สึกไปทางไหน เราก็จะเปลี่ยนการกระทำไปในทางนั้น ดังนั้นเราต้องเลือกทัศนคติเชิงบวกอยู่เสมอครับ
- ต้องมีทัศนคติของตนเองในแง่บวก ต่อผู้อื่น เพราะหากเรามีทัศนคติลบ เราก็มีแน้วโน้มจะจดจ่อแต่เรื่องลบๆ ของเขา เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีทัศนคติบวกต่อผู้อื่น เขาก็จะตอบสนองมาในแบบเดียวกัน
- ทัศนคติจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ตามมา เพราะหากเราเชื่อว่าเราจะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ จะเป็นพลังส่งผลให้เราจนสำเร็จได้จริง
ดังนั้น เมื่อความคิดแง่ลบของเราผุดขึ้นมาเราจะต้องตอบสนองกับความคิดนั้นทันที อย่าปล่อยให้เสียงนี้ครอบงำเรา เพราะหากเป็นอย่างงี้ไปสักพักมันจะกลายเป็นวันแย่ ๆ ของเราได้
เราควรเลือกที่จะคบคนที่คิดบวกและใช้เวลากับคนแบบนี้ให้มาก เลี่ยงคนที่คิดลบเพราะเราอาจจะได้รับพลังของเสียจากเขา
และแน่นอนเราต้องเติมความคิดบวกทุกวัน ประหนึ่งว่ามันคืออาหารประจำวันของเราที่เราต้องรับประทานทุกวัน
"สรุปคือ ทัศนคติเป็นเหมือนหางเรือ เราจะต้องปรับทิศทางไปในทางบวกเท่านั้น เมื่อมันจะเปลี่ยนทิศเราต้องประคองหางเรือให้ได้ และแน่นอนว่าเราจะแล่นเรือโดยไม่บังคับหางเรือไม่ได้ เช่นเดียวกัน
ทัศนคติเป็นสิ่งที่ต้องปรับด้วยตัวเราเอง อาจจะทำได้ไม่ง่าย แต่ต้องทำเพื่อให้เราไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญแรกสุด"
ครั้งที่ 2 การพัฒนาตนเอง
- การพัฒนาตัวเอง ไม่ได้เกิดขึ้นเอง เราต้องเป็นคนเลือกที่จะทำ ผมชอบคำว่า "เราไม่อาจฉลาดขึ้นตามอายุ บางครั้งแค่เราอายุมากเฉยๆ" ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองและเป็นสิ่งที่ทำแล้วยั่งยืน
- ต้องเห็นคุณค่าของตัวเอง อย่าด้อยค่าตัวเอง
- เราทุกคนมีคุณค่า อย่าไปเทียบกับคนอื่น ให้เทียบกับตัวเราตอนนี้กับคนที่เราจะเป็น
- ถ้าเราพัฒนาตัวเองไม่หยุด เราก็จะมีสิ่งที่เราได้พัฒนาและสามารถส่งต่อแก่คนอื่นได้ด้วย เราจะเป็นผู้ให้แก่สังคม
ครั้งที่ 3 ลำดับความสำคัญ
- ยุ่งที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีที่สุด
- เราต้องรู้จักปฏิเสธสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ตอบรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่
- ทำสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก
- ถ้าเรามุ่งวางแผนกับงานที่ สำคัญมาก+ไม่เร่งด่วน ก่อนจะทำให้ สำคัญมาก+เร่งด่วน น้อยลง
- ใช้เวลา 80% ทุ่มเทกับงานที่สำคัญ 20% แรก (กฎพาเรโต้)
- เราควรทำงานที่มีลักษณะ 3 อย่างคือ 1) คนอื่นทำแทนไม่ได้ 2) ให้ผลตอบแทนสูงกับความพยายามของเรา 3) งานที่ทำให้เราพึงพอใจมาก แก่ 20% ในข้อ 5
- เมื่อเราเจอใคร 30 วินาทีแรกเราควรที่จะพูดถึงเขาในทางที่ดี ชื่นชม เรื่องที่ฟังรื่นหู
- ฟังเขาด้วยความตั้งใจ อย่าทำเป็นว่าฟัง เพราะมันดูออกว่า คุณแสร้งฟังแต่ในหัวคุณคิดเรื่องอื่นไปอยู่
- จำเรื่องราวของคนฟังให้ได้ดี
- สร้างความทรงจำที่ดี (คุณชอบอะไร)
- ความสามารถในการทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น หรือประสบความสำเร็จ
- ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในชีวิตนั้นจะมอบความทรงจำที่ดีที่สุดแก่เรา
- ผู้คนจะคล้อยตามเราเมื่อเขาเข้ากับเราได้เท่านั้น
- ความไว้วางใจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์
- เราถ้าไม่ยกเขาขึ้น อีกด้านจะทำให้เขาต่ำลง การที่เราเพิ่มพลัง ช่วยเหลือให้กำลังใจ นั้นก็คือการยกเขาขึ้น
ครั้งที่ 5 ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของฉัน
จอนห์นแชร์เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้ากับคนประเภทต่าง ๆ
โดยเล่าเป็นภาพว่า
ภาพที่ 1 รั้วที่ขวางกัน
คนส่วนใหญ่ทั้งเป็นคริสเตียนและไม่เป็นคริสเตียนชอบคิดว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกล และยากมากที่จะมีสิทธิ์ได้ข้ามรั้วเข้าพบพระเจ้า เพราะคิดว่าตนเองมีสิ่งสกปรกหรือคิดว่าเป็นคนไม่ดีพอไม่สมควรจะได้รับสิทธิ์นั้นเพราะคนที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นคนที่ดีและบริสุทธิ์มาก ๆ แต่แท้จริงแล้ว พระเจ้าก็ทรงมีความเมตตาต่อมนุษย์คนที่อยากพบพระองค์แต่ไปหาไม่ได้ โดยการที่พระองค์ได้เดินและกระโดดข้ามรั้วแห่งความบาปเข้ามาหาเรา หากแต่เราเพียงก้าวสั้นๆ หาพระองค์อีกหนึ่งก้าวนิดๆเอง
ภาพที่ 2 คือภาพบันไดไปสู่พระเจ้าบนสวรรค์
เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมเองในอดีต ก็คิดว่าการเจ้าเข้าไปในสวรรค์สถานชั้นใดนี้ก็ต้องบำเพ็ญเพียรเป็นอันมาก กล่าวคือทุกคนต้องทำความดี เป็นคนดี และเป็นคนดีไปทีละขั้นๆ ๆ ๆ ยิ่งสูงมากก็ต้องพยายามมาก ใช้พลังงานมากในการไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่ข่าวร้ายคือ ไม่มีทางเลย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในศาสนาหรือความเชื่อใด แม้แต่คนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียนเองจะได้ไปสวรรค์? แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถไปถึงจุดหมายนั้นได้ โดยมีผู้หนึ่งทีจะมาช่วยเรา เพียงเรามีความเชื่อและรู้จักคนที่ชือเยซู เพียงเท่านี้เราจะได้ไปถึงจุดหมายนั้นเพราะพระเจ้าขอเพียงสิ่งเดียว หากเราเพียงเชื่อและทำตามเพียงเท่านี้ เราจะได้สิทธิ์ในการไปสถานที่แห่งนั้น โดยพระคุณ หรือ สิ่งที่เรียกว่า ของขวัญที่ให้เปล่า ให้แก่คนทีเชื่อ และวางใจและมีวิถีชีวิตที่ถูกต้อง
ภาพที่ 3 ถังขยะ
บางครั้งเราจะคิดว่าตนเองมีขยะในชีวิต ก็หมายถึงว่าเรามีตัวตนแต่ภายในเต็มไปด้วยขยะ ขยะนั้นก็คือความบาป และสิ่งที่ไม่ดี แม้แต่การคิดไม่ดีแม้น้อยนิดก็เป็นขยะ เราจึงคิดว่าเราไม่คู่ควรกับพระเจ้า หากเราคิดแบบนี้คือคิดผิดอย่างแน่นอน จอห์นเล่าว่า พระเยซูลงมาตายบนกางเขนเพื่อไถ่บาปเรา มองได้อีกนัยหนึ่งว่า คนที่มีความผิดบาปก็เหมือนคนป่วย พระเยซูเป็นหมอ พระองค์มาไม่ได้มารักษาคนปกติสบายดี แต่ลงมาเพื่อรักษาคนป่วย
มีอีกตอนที่น่าสนใจคือ มีแกะ 100 ตัว มี 1 ตัวที่ดื้อและหายไป พระเยซูเป็นผู้เลี้ยงแกะนั้นยอมทิ้งแกะ 99 ตัวประหนึ่งที่เป็นคนดี และหาคนชั่วเพียง 1 คนนั้น นี่เป็นสิ่งที่พระเยซูทำคือการค้นหาผู้ที่หลงทางแม้เราจะมีแค่คนเดียวบนโลกใบนี้
และสิ่งที่เปลี่ยนภาพถังขยะออกไปจากชีวิต คือมาจากไบเบิลที่ว่า
ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น จาก ไบเบิล 2 โครินทร์ 5 ข้อ 17
พระเจ้าใส่ใจเราแม้เราจะมีขยะมากมายในชีวิต แต่พระองค์พร้อมที่จะเข้ามาขจัดขยะในชีวิตของเรา
ดังนั้นภาพที่เรามองคือ พระเยซูกำลังเคาะประตูหัวใจของเรา เพียงแต่ขอให้เราแค่เปิดประตู พระองค์ก็เข้ามามีชีวิต เพียงเราเดินมาหาพระองค์เพียงแค่ 1 ก้าวเท่านั้นเอง
เป็นตอนที่น่าสนใจมาก เพราะเนื้อหานี้กำลังจะบอกว่า การพบพระเจ้าทางพระเยซู ไม่ต้องทำอะไรยากเลยนอกจากการเปิดประตูหัวใจ นั่นคือการเชื่อว่าพระเยซูจะเป็นผู้ดูแลคุ้มครองเรา และให้พระองค์เดินเข้ามาในชีวิต
(ทุกอย่างของเราจะเปลี่ยนแปลงเองในชีวิต เราไม่ต้องไปเปลี่ยนศาสนา เราแค่อยู่ที่บ้านแล้วบอกกับพระองค์ว่าลูกเชื่อในพระองค์ ขอพระองค์เป็นผู้ดูแลลูกเถิด บอกเป็นภาษาง่าย ๆ)
ทำแบบเป็นเหมือนพระในใจ แล้วจากนั้นชีวิตเราก็จะเปลี่ยนอย่างน่าอัศจรรย์ ประสบการณ์หลังจากนั้นเราจะพบเอง และจะบอกและสัมผัสได้ด้วยตัวเราเอง
หากท่านสนใจเรื่องความสัมพันธ์ที่สำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างลึกซึ้ง สามารถติดต่อเข้ามาพูดคุยได้ หรือ ท่านจะลิ้มลองด้วยตนเองตามที่ได้กล่าวไว้ก็ไม่ได้ติดอะไร
ครั้งที่ 6 ความตั้งใจที่ดีสู่การกระทำที่ดี
- คนส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่นอยากประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่จริงจัง
- ให้เราพูดกับตัวเองว่า "ทำเดี๋ยวนี้" 50 ครั้งเช้าเย็น จนตัวเราตอบสนองว่าเราจะทำทันทีสำเร็จ
- เราต้องมีความสม่ำเสมอในความตั้งใจที่เราจะทำ ให้เป็นเส้นทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทางตามที่กล่าวไว้ในครั้งที่ 2 ว่าหากเราให้ความตั้งใจของเราเป็นจุดหมาย เมื่อถึงแล้วเราจะเลิกทำมันอีกต่อไป
- เราจะต้องตั้งใจใช้ชีวิต กล่าวสิ่งนั้นให้เป็นจริง
- แค่คิดได้เพียงอย่างเดียวก็ไม่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้เพราะความตั้งใจไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
- เต็มใจแม้มีอุปสรรคและความยากลำบาก ต้องมีความเพียรพยายาม
- หากมีแต่ความตั้งใจดีคือคิดจะทำ แต่ไม่ได้ทำและหากสะสมเข้า เราก็จะเกิดความท้อแท้
- คิดก่อนทำมีการวางแผนจะทำให้ประสบความสำเร็จได้มากกว่า
- เมื่อเราคิดวาดฝันว่าจะทำชีวิตให้ดีขึ้น คนส่วนใหญ่ก็จะรอคอย รอมีเงิน รอมีฐานะ รอเวลา หากแต่เราใช้ชีวิตอย่างตั้งใจแล้วล่ะก็เราจะเห็นโอกาสอย่างมากมาย
- เราควรมีกำหนดการสำหรับชีวิตประจำวัน
- การทำให้ผู้อื่นสำเร็จจะทำให้เราสำเร็จไปด้วย
- เราจะไม่สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่นได้หากมองผู้อื่นไร้ค่า
- คิดวางแผน และมองหาที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับคนอื่นในทุกๆ วัน โดยถามตัวเองว่าวันนี้จะเพิ่มคุณค่าให้กับใคร
- เราต้องรักผู้อื่น เชื่อในตัวเขา และรักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
